ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเชื่อ เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติมากมาย โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณ เรื่องเล่าสยองขวัญที่กลายเป็นตำนานผีไทยถูกเล่าขานต่อ ๆ กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ จนกลายเป็นตำนานในที่สุด หนึ่งในวิญญาณของหญิงสาวที่ได้รับความนิยม เพราะผู้คนต่างนำเรื่องราวมาเล่าในรูปแบบละคร นวนิยาย และภาพยนตร์ มากจนนับครั้งไม่ถ้วนกันเลยทีเดียว ผี กระสือ ดวงวิญญาณที่เข้าสิงสู่ในร่างของหญิงสาว ชอบออกหากินของโสโครกในเวลากลางคืนโดยการถอดหัวออกจากร่างกายจนเหลือแค่หัวกับพวงเครื่องในลอยไปมา

ตำนานความเชื่อของผีหญิงสาวที่เหลือแค่หัวกับลำไส้

ตามตำนานผีไทย กระสือเป็นวิญญาณที่มีความเชื่อว่า พวกมันจะเข้าไปสิงสู่ในร่างกายของผู้หญิง ทำให้พวกเธอนั้นกลายเป็นกระสือ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นหญิงชราที่ถูกสิงสู่ เมื่อถูกสิงแล้วก็จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป พวกมันมักจะออกหากินในช่วงเวลากลางคืน ด้วยวิธีการถอดหัวออกจากตัว จนเหลือแค่หัวกับพวงเครื่องใน พวกมันสามารถลอยไปมาได้ในอากาศ มีลำแสงสีแดงหรือสีเขียวล้อมรอบ จะออกหากินตั้งแต่ในช่วงหัวค่ำไปจนถึงรุ่งสางก่อนจะกลับเข้าร่างอีกครั้ง ของที่พวกมันชื่นชอบคือของสดและของคาว ทำให้ในโบราณคนไทยนั้นมักจะไม่ทิ้งรกเด็กทารกไว้นอกบ้านในช่วงกลางคืน เก็บไก่ไว้ในเล้า และไม่ตากผ้าในเวลากลางคืน เพราะพวกมันจะเอามาเช็ดปากหลังกินของสกปรกเสร็จ ในช่วงเวลากลางวัน หญิงที่ถูกผีลากไส้เหล่านี้สิงสู่จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดยจะไม่สบตากับคนอื่น ไม่พูดไม่จา ชอบเก็บตัวอยู่ในที่มืด ๆ และไม่ชอบแสงสว่าง ที่มาของวิญญาณเหล่านี้มีความเชื่อว่าเป็นคนที่เคยใช้มนต์ดำไสยศาสตร์มาก่อน แต่ละเมิดข้อห้ามจนทำให้ของเข้าตัวกลายเป็นวิญญาณร้ายในที่สุด หากในเวลาค่ำคืนเราเจอกับกระสือ สิ่งที่ควรทำคือการหลบซ่อนไม่ให้พวกมันเห็น เพราะหากกระสือเห็นมนุษย์ก็จะหลบหนีไปและเกิดความโกรธแค้นมนุษย์คนนั้น

ตำนานกระสือกับวิทยาศาสตร์

ทราบหรือไม่ว่าเคยมีการออกมาอธิบายเกี่ยวกับตำนานผีไทย  โดยเฉพาะกระสือในทางวิทยาศาสตร์ด้วย นักวิทยาศาสตร์ออกมากล่าวว่าดวงไฟที่เราเห็นจากตัวกระสือ เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีด้วยโมเลกุลในก๊าซมีเทน เป็นก๊าซที่สะสมจากของเน่าเสีย แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มออกมาเปิดเผยว่าก๊าซมีเทนในทุ่งนานั้นไม่ได้มีมากพอจนทำให้เกิดดวงไฟได้ ไม่เพียงการถอดหัวออกจากตัว อวัยวะส่วนอื่นอย่างเครื่องใน พวงลำไส้ จะไม่ติดออกมากับหัวด้วย และด้วยข้อขัดแย้งเหล่านี้ ตำนานสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติรวมไปถึงเรื่องผีลากไส้นี้ กับวิทยาศาสตร์ก็เปรียบเสมือนกับเส้นขนาน ทำให้เรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นความเชื่อส่วนบุคคล