ค่ายลูกเสือร้างจังหวัดระยอง

ค่ายลูกเสือร้าง

ค่ายลูกเสือร้าง จังหวัดระยอง สถานที่แห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางถึงเรื่องราวความน่ากลัวและความเป็นมาต่าง ๆ จากช่องรายการเล่าประสบการณ์ขนหัวลุกช่องหนึ่งในโลกอินเตอร์เน็ต จนมีการหยิบยกเรื่องราวเหล่านั้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วครั้งหนึ่ง

          สำหรับสถานที่น่ากลัวแห่งนี้เป็นค่ายลูกเสือที่ถูกก่อสร้างขึ้นเมื่อราวปีพุทธศักราช 2517 ซึ่งเป็นค่ายลูกเสือธรรมดา  ที่เปิดทำการให้เหล่านักเรียนวิชาลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด จากโรงเรียนต่าง ๆ ได้เข้ามาทำกิจกรรมและพักค้างคืนกันตามปกติ จนกระทั่งได้เกิดเรื่องราวอันน่าสลดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่งมีเด็กนักเรียนชายได้หายออกไปจากค่ายลูกเสือ มีการออกค้นหาแต่ก็ไม่มีใครได้พบเห็นเด็กชายคนดังกล่าวเลย จนกระทั่งมีการลองค้นหาบริเวณหนองน้ำในค่ายแห่งนี้ตอนแรกก็ใช้วิธีการงมหาแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนต้องใช้เครื่องสูบน้ำมาช่วยสูบน้ำในหนองออกจนหมด แต่ก็ยังไม่พบกับร่างของเด็กชายคนนั้น จนในที่สุดค่ายลูกเสือดังกล่าวก็ต้องปิดตัวลงจากข่าวการหายสาบสูญไปของเด็กชายน่าสงสารคนนั้น โดยได้มีการสร้างอนุสรณ์เป็นรูปปั้นของเด็กชายที่แต่งกายด้วยชุดลูกเสือไว้ที่บริเวณด้านหน้าของค่าย


ได้มีการระบุช่วงเวลาในการสร้างรูปปั้นด้วยว่าสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2517 ต่อมาให้หลังจากเหตุการณ์นั้นอีกหลายสิบปีค่ายแห่งนี้ก็ถูกเปิดให้โรงเรียนนำนักเรียนเข้ามาทำกิจกรรม ณ ค่ายลูกเสืออีกครั้ง และทำให้เกิดเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวขึ้น เมื่อเด็กนักเรียนชาย 2 คนได้หายตัวไปตอนที่ทุกคนกำลังทำกิจกรรมรอบกองไฟกันอยู่ ทุกคนได้พยายามออกตามหาพวกเขาจนถึงรุ่งเช้า จึงได้มาพบกับเด็กทั้งสองซึ่งอยู่ห่างกันคนละที่ โดยเด็กชายคนหนึ่งถูกพบที่ฐานที่เป็นอุโมงค์อยู่ภายในค่ายลูกเสือ ส่วนอีกคนถูกพบอยู่ในโบสถ์ที่วัดซึ่งอยู่ไกลออกมาจากตัวค่ายลูกเสืออยู่หลายกิโล ซึ่งทั้งคู่ก็อยู่ในอาการขวัญหวาดผวา

          เด็กชายทั้งสองได้เล่าตรงกันว่าพวกเขาได้พบเจอกับเด็กชายที่ใส่ชุดลูกเสือโดยเด็กคนนั้นอ้างตัวว่าเป็นรุ่นพี่ มาชักชวนให้เด็กทั้งสองเดินตามเขาไป แต่พอไปถึงจุดเกิดเหตุเด็กชายรุ่นพี่คนนั้นกับชวนให้เล่นผูกคอตาย พวกเขาต่างคนต่างวิ่งหนีแต่ก็ยังโชคดีที่ได้มาพบกับตายายใจดีคู่หนึ่ง ได้ชี้ทางบอกให้หนึ่งในนักเรียนชายคนนั้นวิ่งหนีเข้าไปหลบอยู่ในโบสถ์จนถึงเช้า แต่กว่าเด็กชายคนนั้นจะผ่านค่ำคืนอันแสนทรมานใจมาได้ ก็ต้องเจอกับวิญญาณของเด็กชายรุ่นพี่เดินวนเวียนอยู่รอบโบสถ์ทั้งคืนจนถึงเช้า ปัจจุบันสถานที่น่ากลัวแห่งนี้ก็ยังคงมีอยู่แต่กำลังจะถูกปรับภูมิทัศน์เป็นสวนสาธารณะ เพื่อลดความน่ากลัว เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งมั่วสุม จัดเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อน และวิ่งออกกำลังกายสำหรับชาวบ้านในละแวกนั้น  ซึ่งก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีใครกล้าเข้าไปใช้บริการหรือไม่